5 เหตุผลที่ “หงส์แดง” ฟอร์มโหด

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ วงการฟุตบอลต่างประเทศ กลับมาสู่ฟอร์มการเล่นที่สุดยอดอีกครั้ง และ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันสามารถปลุกลูกทีม ให้กลับมาจากฤดูกาลที่ยากลำบากเมื่อปีก่อนได้แล้ว

ขณะเดียวกัน เครื่องจักรสีแดง ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องหลังระเบิดสกอร์ไปมากถึง 32 ประตูจากเกมเยือน 9 นัดในฤดูกาลนี้ และยังไม่แพ้ใครเลยตลอด 23 เกมหลังสุดในทุกรายการ นับตั้งแต่แพ้ที่สนาม ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว ให้กับ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 1-3 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และนี่คือ 5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “หงส์แดง” คืนฟอร์มอีกครั้ง

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล

1. “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ได้เซ็นเตอร์แบ็คกลับมา

ย้อนกลับไปในฤดูกาลที่แล้ว ทีมของ คล็อปป์ ต้องใช้เวลากว่าครึ่งซีซั่นทำศึกโดยไม่มีเซนเตอร์แบ็กชุดใหญ่อยู่ในทีมเลยหลังจากบรรดาแนวรับอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, โจเอล มาติป และ โจ โกเมซ ต่างโชคร้ายได้รับบาดเจ็บยาว

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ ฟาน ไดจ์ค, มาติป และ โกเมซ กลับมาฟิตสมบูรณ์เต็มที่แล้ว นอกจากนี้ ทีมของ คล็อปป์ ยังคว้าตัว อิบราฮิม่า โกนาเต้ ปราการหลังดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ในบุนเดสลีกา เยอรมัน มาเสริมทัพเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาด้วย

มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับ คล็อปป์ อย่างมากที่ได้แนวรับที่ไว้ใจได้กลับคืนสู่ทีม และมันก็ทำให้ ลิเวอร์พูล มีผลงานดีขึ้นทันจาเห็น ซึ่งทั้ง 4 คน สามารถสลับกันเล่นได้อย่างไม่มีจุดอ่อน และที่สำคัญ “หงส์แดง” ยังมี แนท ฟิลลิปส์ เป็นอะไหล่อีกรายด้วย

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล

2. การกลับมาของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

เช่นเดียวกับผลกระทบด้านลบของการที่บรรดากองหลังบาดเจ็บเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งในฤดูกาลนี้มันตรงกันข้ามไปอย่างสิ้นเชิง หงส์ ได้ประตูจากลูกตั้งเตะมากขึ้น และการป้องกันก็กลับมาดีขึ้นไปพร้อมๆกัน และการผ่านบลอที่ยอดเยี่ยมจากแนวลึกของ ฟาน ไดจ์ค ก็ทำให้พวกเขามีเกมรุกที่หลากหลายมากขึ้น

การมีผู้เล่นระดับโลกอย่าง ฟาน ไดจ์ค เป็นหัวใจของการป้องกันนั้น ก็ยิ่งทำให้คนอื่นๆในทีมมั่นใจตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟูลแบ็คอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่สามารถเติมเกมรุกได้เต็มที่ รวมถึง อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายทวารชาวบราซิลก็ไม่เจองานหนักมากนัก

ขณะเดียวกันนักกเตะในแดนกลางอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ฟาบินโญ่ ก็สามารถครอบครองเกมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงข้างหลังแต่อย่างใด

3. ลูกเซตพีซที่อันตราย

ทีมของ คล็อปป์ ได้ไปแล้ว 5 ประตูจากลูกตั้งเตะในปีนี้ ซึ่งนับเป็นอันดับต้น ๆ ในพรีเมียร์ลีก และมันมากกว่าค่าเฉลี่ยที่พวกเขาทำเมื่อปีที่แล้วเสียอีก ดังนั้น “หงส์แดง” กลับมามีอาวุธที่อันตราย และหลากหลายมากกว่าเดิม

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทีมของ คล็อปป์ ทำสกอร์ได้จากลูกตั้งเตะเพียง 12 ลูกเท่านั้น และมันเป็นสิ่งที่ คล็อปป์และทีมงานสตาฟฟ์โค้ชของเขาพยายามปรับปรุงมาตลอดในช่วงปรีซีซั่น นอกจากนี้ พวกเขายังทำงานร่วมกับโค้ชฝึกความแข็งแกร่งด้านจิตใจชาวเยอรมัน อีกด้วย

เปปิน ลินเดอร์ส ผู้ช่วย คล็อปป์ อธิบายว่า “เราทำงานพิเศษบางอย่างกับผู้ฝึกสอนชาวเยอรมัน พวกเขาให้ข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับผู้เล่นเพื่อค้นหาตำแหน่งที่ถูกต้อง และด้วยสิ่งนี้ เรามีความแม่นยำที่มากขึ้น พวกเขาช่วยโดยให้ผู้เล่นอยู่ในกรอบความคิดที่ถูกต้อง”

4. 3 ประสานคืนฟอร์ม

ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ พูดตรงๆ ก็คือ พวกเขามีฤดูกาลที่แย่ที่สุดในฐานะนักเตะ หงส์ เมื่อปีที่แล้ว โดย มาเน่ เองก็ยอมรับเช่นกัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า แนวรุก “หงส์แดง” ทั้ง 2 รายกลับคืนฟอร์มแล้ว

เฟอร์มิโน่ เพิ่งได้ลงเป็นตัวจริงแค่ 4 เกมในฤดูกาลนี้ แต่เขายิงได้ถึง 6 ประตู และสร้างสรรค์เกมได้อย่างสุดยอดจากตำแหน่ง False9 ส่วน มาเน่ ก็ซัดไปแล้ว 6 ประตูเช่นกัน และดูยังมีความมั่นใจในกาเล่นเหมือนเดิม

ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจนกลายผู้เล่นอันดับต้นๆ ของโลกในตอนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว โดยตัวรุกชาวอิยิปต์ทำลายสถิติต่างๆมากมาย และสามารถซัดประตูได้ถึง 10 เกมติดต่อกันพร้อมขึ้นแท่นกลายเป็นนักเตะแอฟริกันที่ทำประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกไปแล้ว

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล

5. เสียงเขียร์จากแฟนบอล “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

เครื่องจักรสีแดง ต้องการคว้าแชมป์ให้ได้ต่อหน้ากองเชียร์ของพวกเขา โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 พลพรรค “หงส์แดง” ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไม่มีแฟนบอลเต็ฒความจุของสนาม ซึ่งทำให้บรรยากาศดูแปลกไปเล็กน้อย

คล็อปป์ อธิบายว่า “เราต้องการให้แฟนบอลเต็มสนาม มันจะเป็นบรรยากาศที่น่าเหลือเชื่อ ผมเคยคิดว่า สิ่งนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยในชีวิตของผม เกมนี้ต้องสร้างอารมณ์ร่วมกัน ฟุตบอลเป็นเกมที่ต้องสร้างบรรยากาศร่วมกัน”

ไม่ว่า ทีมของ คล็อปป์ จะคว้าแชมป์ครั้งหน้าเมื่อไหร่ นักเตะชุดนี้ก็มีแรงผลักดันเต็มเปี่ยมเพื่อให้แน่ใจว่าความทรงจำเหล่านั้น จะถูกจารึกไว้กับพวกเขาในสนามในฐานะแชมป์ต่อหน้าสาวก “เดอะ ค็อป”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *